การเลือกขนาดแอร์เป็นการตัดสินใจที่อยู่กับบ้านคุณไปอีกหลายปี ผมจึงเข้าใจดีว่าเหตุใดลูกค้าส่วนใหญ่จึงถามเรื่องนี้ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ คำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดคือห้องขนาดเท่านี้ควรใช้กี่ BTU ซึ่งมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนอยู่แล้ว และคุณคำนวณเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ไม่ยากครับ
แต่จากงานที่ผมรับ ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการคูณเลขผิด หากเกิดจากการไม่ได้นับเงื่อนไขเฉพาะของห้องเข้าไปด้วย บ้านในเชียงใหม่มีสภาพห้องหลากหลายกว่าที่หลายคนคาดไว้ ทั้งห้องแถวที่รับแดดบ่ายเต็มด้าน บ้านไม้เก่าที่ผนังไม่มีฉนวน และห้องนอนชั้นบนใต้หลังคาโลหะที่สะสมความร้อนตลอดช่วงบ่าย ผมจะเริ่มจากสูตรและตารางเทียบขนาดให้คุณใช้ตั้งต้น จากนั้นจึงอธิบายว่าห้องลักษณะใดควรเผื่อ BTU เพิ่มเท่าใด และปิดท้ายด้วยเหตุผลว่าการเลือกขนาดใหญ่ไว้ก่อนไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างที่เข้าใจกัน
BTU คืออะไร อธิบายแบบใช้งานได้จริง
BTU คือหน่วยวัดปริมาณความร้อนที่แอร์ดึงออกจากห้องได้ต่อชั่วโมง ตัวเลข 12,000 BTU ไม่ได้หมายความว่าเย็นกว่า 9,000 BTU แต่หมายความว่าดึงความร้อนออกได้มากกว่าในเวลาเท่ากัน ผมมักเทียบให้ลูกค้าฟังกับปั๊มน้ำ คือปั๊มที่ใหญ่กว่าไม่ได้ทำให้น้ำสะอาดกว่า เพียงแต่สูบได้เร็วกว่าเท่านั้น
หน้าที่ของแอร์คือระบายความร้อนที่ไหลเข้าห้องออกให้ทันตลอดเวลา ความร้อนเข้ามาได้หลายทาง ทั้งแดดที่ส่องผ่านกระจก ความร้อนที่ซึมผ่านผนังและหลังคา ความร้อนจากร่างกายคน และจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และดวงไฟ ยิ่งความร้อนไหลเข้ามาก ห้องยิ่งต้องการ BTU มาก นี่คือเหตุผลที่ห้องขนาดเท่ากันสองห้องอาจต้องใช้แอร์คนละขนาดครับ
สูตรคำนวณ BTU ที่ผมใช้ประเมินหน้างาน
สูตรที่ใช้กันในงานติดตั้งคือนำพื้นที่ห้องเป็นตารางเมตร คูณด้วยค่าสัมประสิทธิ์ตามลักษณะการใช้งานของห้อง
- ห้องนอน ใช้ค่าประมาณ 700–800 เพราะใช้งานตอนกลางคืน จำนวนคนน้อย อุปกรณ์ไฟฟ้าน้อย ความร้อนสะสมจึงต่ำกว่า
- ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน และห้องรับแขก ใช้ค่าประมาณ 800–900 เพราะใช้งานตอนกลางวัน มีคนเข้าออกบ่อย และมีทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและแดดเข้ามากกว่า
- พื้นที่ห้องคำนวณจากความกว้าง (เมตร) คูณความยาว (เมตร) หากห้องไม่เป็นสี่เหลี่ยม ให้แบ่งเป็นส่วนย่อยแล้วนำมาบวกกัน
ยกตัวอย่างห้องนอนกว้าง 3.5 เมตร ยาว 4 เมตร ได้พื้นที่ 14 ตารางเมตร คูณด้วย 750 ได้ 10,500 BTU ซึ่งไม่มีจำหน่ายจริง เพราะแอร์ผลิตออกมาเป็นขั้น คือ 9,000 / 12,000 / 15,000 / 18,000 / 24,000 BTU ห้องนี้ผมจึงแนะนำ 12,000 BTU เพราะ 9,000 BTU ต่ำกว่าความต้องการจริงมากเกินไป
ตารางเทียบขนาดห้องกับ BTU ที่แนะนำ
หากไม่สะดวกคำนวณเอง ใช้ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้นได้ครับ ตัวเลขในตารางคิดจากห้องที่มีความสูงฝ้ามาตรฐานราว 2.4–2.6 เมตร และยังไม่รวมเงื่อนไขพิเศษที่ผมจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
| ขนาดห้อง | ห้องนอน | ห้องนั่งเล่น / ห้องทำงาน |
|---|---|---|
| 10–14 ตร.ม. | 9,000 BTU | 9,000–12,000 BTU |
| 15–18 ตร.ม. | 12,000 BTU | 12,000–15,000 BTU |
| 19–22 ตร.ม. | 15,000 BTU | 15,000–18,000 BTU |
| 23–26 ตร.ม. | 18,000 BTU | 18,000–20,000 BTU |
| 27–32 ตร.ม. | 20,000–24,000 BTU | 24,000 BTU |
| 33–40 ตร.ม. | 24,000–30,000 BTU | 30,000–32,000 BTU |
ห้องคอนโดและหอพักในเชียงใหม่ที่ผมเข้าไปติดตั้ง ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 24–30 ตารางเมตร กรณีเป็นสตูดิโอที่รวมพื้นที่นอนกับพื้นที่นั่งเล่นไว้ด้วยกัน มักจบที่ 12,000 BTU สำหรับห้องเล็ก และ 18,000 BTU สำหรับห้องที่ใหญ่ขึ้นมาหรือห้องที่รับแดด ส่วนบ้านเดี่ยวที่ห้องนั่งเล่นเชื่อมกับครัวแบบเปิดโล่ง ต้องคิดพื้นที่รวมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะบริเวณที่วางโซฟา
ห้องลักษณะใดในเชียงใหม่ต้องเผื่อ BTU เพิ่ม
หัวข้อนี้คือส่วนที่สูตรพื้นฐานไม่ครอบคลุม และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของเคสที่คำนวณถูกแต่แอร์ยังไม่เย็นพอ เพราะสูตรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าห้องไม่ได้รับความร้อนพิเศษจากภายนอก ซึ่งบ้านหลายหลังในเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
| ลักษณะห้อง | ควรเผื่อเพิ่ม | เหตุผล |
|---|---|---|
| ห้องรับแดดบ่าย ทิศตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ | +10–15% | ผนังและกระจกรับความร้อนสะสมทั้งบ่าย และคายความร้อนต่อจนถึงหัวค่ำ |
| ห้องชั้นบนสุดหรือห้องใต้หลังคา | +10–20% | ความร้อนจากหลังคาแผ่ลงฝ้าโดยตรง โดยเฉพาะหลังคาเมทัลชีทหรือสังกะสีที่ไม่มีฉนวน |
| บ้านไม้เก่า ผนังบาง ไม่มีฉนวน | +10–15% | ความร้อนซึมผ่านผนังได้ง่ายกว่าบ้านผนังก่ออิฐฉาบปูน และมีช่องลมรั่วตามร่องไม้ |
| ห้องกระจกบานใหญ่ ไม่มีม่านหรือฟิล์ม | +10–20% | กระจกใสปล่อยความร้อนจากแดดเข้าห้องได้เต็มที่ |
| ห้องที่มีคนใช้งานพร้อมกันเกิน 2 คนเป็นประจำ | +600 BTU ต่อคนที่เกิน | ร่างกายคนปล่อยความร้อนตลอดเวลา ห้องประชุมเล็กหรือห้องรวมญาติจึงร้อนกว่าที่ประเมินไว้ |
| ห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งถึงครัว | +10–20% | ความร้อนจากการทำอาหารไหลเข้าพื้นที่ปรับอากาศตลอดเวลาที่ใช้เตา |
| ฝ้าสูงเกิน 3 เมตร หรือห้องโถงเพดานสูง | +10–20% | ปริมาตรอากาศที่ต้องทำความเย็นมากกว่าห้องฝ้ามาตรฐานที่พื้นที่เท่ากัน |
เงื่อนไขเหล่านี้บวกรวมกันได้ แต่ไม่ควรบวกสะสมจนเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างห้องนอนชั้นบนขนาด 16 ตารางเมตร ที่รับแดดบ่ายและอยู่ใต้หลังคา คำนวณพื้นฐานได้ 16 × 750 = 12,000 BTU เมื่อบวกเผื่อรวมราว 20–25% จะได้ประมาณ 14,400–15,000 BTU ผมจึงแนะนำ 15,000 BTU แทน 12,000 BTU แต่หากห้องลักษณะเดียวกันอยู่ชั้นล่าง หันไปทางทิศเหนือ และมีต้นไม้บังแดด ผมจะแจ้งตามจริงว่า 12,000 BTU เพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ
เลือกขนาดใหญ่เกินไป ปัญหาที่มักไม่ถูกนำมาพิจารณา
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่ผมพบบ่อยที่สุด คือการเผื่อขนาดไว้มากก่อนเพื่อความมั่นใจ ความจริงคือแอร์ที่ใหญ่เกินห้องสร้างปัญหาชัดเจนหลายอย่าง และแก้ยากกว่าแอร์ที่เล็กเกินด้วยซ้ำ เพราะอาการที่แสดงออกไม่ใช่ความไม่เย็น แต่เป็นความเย็นที่ไม่สบายตัว ซึ่งเจ้าของบ้านมักไม่ทราบว่าต้นเหตุอยู่ที่ขนาดเครื่อง
- คอมเพรสเซอร์ตัดการทำงานบ่อยผิดปกติ เพราะอุณหภูมิห้องถึงค่าที่ตั้งไว้เร็วเกินไป เครื่องจึงหยุดแล้วเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ ในเวลาสั้น ๆ
- ห้องเย็นแต่ผิวยังรู้สึกเหนียวตัว เพราะแอร์ต้องเดินต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงจะดึงความชื้นออกได้ เมื่อเครื่องตัดก่อนทุกครั้ง ความชื้นจึงยังค้างอยู่ในห้อง
- คอมเพรสเซอร์มีอายุใช้งานสั้นลง เพราะจังหวะสตาร์ทคือจังหวะที่ใช้ไฟและเกิดการสึกหรอมากที่สุด ยิ่งสตาร์ทถี่ยิ่งเสื่อมเร็ว
- ค่าไฟไม่ได้ลดลงอย่างที่คาดไว้ เพราะกระแสไฟตอนสตาร์ทสูงกว่าตอนเดินปกติมาก การตัดต่อถี่จึงทำให้ไฟรวมสูงกว่าที่ควรเป็น
- อุณหภูมิห้องแกว่งขึ้นลง เย็นจัดสลับกับอุ่น ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่สนิทเพราะร่างกายต้องปรับตัวตลอดคืน
อาการห้องเย็นแต่ยังรู้สึกเหนียวตัวนี้ พบชัดในเชียงใหม่ช่วงหน้าฝนตั้งแต่กรกฎาคมถึงตุลาคม ซึ่งความชื้นในอากาศสูงอยู่แล้ว หากแอร์ใหญ่เกินและตัดการทำงานเร็วตลอด ความชื้นจะค้างอยู่ในห้องจนใช้งานไม่สะดวก จากงานที่ผมรับ เจ้าของบ้านมักเข้าใจว่ากำลังเครื่องไม่เพียงพอ จึงลดอุณหภูมิลงอีก ซึ่งทำให้เสียค่าไฟเพิ่มโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เลือกขนาดเล็กเกินไป ปัญหาที่เห็นชัดกว่าแต่เสียหายไม่แพ้กัน
แอร์ที่เล็กเกินห้องจะเดินเครื่องเกือบตลอดเวลาโดยแทบไม่ตัด เพราะดึงความร้อนออกไม่ทันกับปริมาณที่ไหลเข้ามา ผลคืออุณหภูมิห้องไปไม่ถึงค่าที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะช่วงบ่ายของหน้าร้อนในเชียงใหม่ที่อุณหภูมิภายนอกบางวันสูงเกิน 40 องศา
- คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อเนื่องแทบไม่มีจังหวะพัก อายุการใช้งานสั้นลงเพราะรับภาระเกินพิกัด
- ค่าไฟสูงกว่าที่ควรเป็น เพราะเครื่องเดินเต็มกำลังตลอดโดยไม่มีช่วงหยุด
- อุณหภูมิห้องไม่ลงถึงค่าที่ตั้งไว้ เจ้าของบ้านจึงลดอุณหภูมิลงเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาเมื่อกำลังเครื่องไม่เพียงพอมาตั้งแต่ต้น
- ในวันที่แดดจัดมาก แอร์อาจทำอุณหภูมิได้เพียง 27–28 องศาแล้วคงที่อยู่เท่านั้น
ขั้นตอนคำนวณ BTU ตั้งแต่ต้นจนจบ
- 1
วัดพื้นที่ห้องให้ได้ตัวเลขจริง
วัดความกว้างคูณความยาวเป็นเมตร หากห้องเชื่อมกับพื้นที่อื่นโดยไม่มีประตูกั้น เช่น ครัวเปิดโล่งหรือโถงบันได ต้องนับพื้นที่ส่วนนั้นรวมเข้าไปด้วย มิฉะนั้นตัวเลขที่ได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง
- 2
คูณด้วยค่าสัมประสิทธิ์ตามการใช้งาน
ห้องนอนใช้ 700–800 ส่วนห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงานใช้ 800–900 หากไม่แน่ใจ ให้ใช้ค่ากลางไว้ก่อน
- 3
ตรวจเงื่อนไขพิเศษของห้อง
พิจารณาว่าห้องรับแดดบ่ายหรือไม่ อยู่ชั้นบนสุดหรือไม่ เป็นบ้านไม้หรือผนังบางหรือไม่ และมีผู้ใช้งานพร้อมกันมากน้อยเพียงใด แล้วบวกเปอร์เซ็นต์ตามตารางด้านบน
- 4
เลือกขนาดที่มีจำหน่ายจริง
ปัดขึ้นขนาดถัดไปเมื่อตัวเลขสูงกว่าขนาดเล็กมาก แต่ไม่ควรข้ามขั้น เพราะจะกลายเป็นปัญหาแอร์ใหญ่เกินห้องแทน
- 5
ให้ผมประเมินหน้างานก่อนตัดสินใจ
ผมตรวจได้ทั้งทิศของห้อง สภาพฝ้า ระยะเดินท่อ และตำแหน่งติดตั้งคอยล์ร้อน ซึ่งมีผลทั้งต่อขนาดที่เหมาะสมและค่าติดตั้ง การสรุปให้ชัดก่อนซื้อช่วยให้คุณไม่ต้องแก้ไขภายหลัง
ด้านตัวเครื่อง ผมติดตั้งแอร์ Mitsubishi, Daikin, Samsung, LG, Panasonic, Carrier, Haier, Sharp, Toshiba, Gree, Hitachi และ Trane ราคาเครื่องขึ้นกับรุ่นและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง สอบถามเข้ามาได้ครับ ส่วนค่าติดตั้งผมคิดตามขนาดเครื่องโดยตรง คือ 9,000–12,000 BTU ค่าติดตั้ง 3,000 บาท และ 18,000–24,000 BTU ค่าติดตั้ง 3,500 บาท หากต้องถอดเครื่องเดิมออกก่อน คิดเพิ่ม 700 บาท ผมแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่ต้น และไม่มีการเรียกเก็บเพิ่มภายหลัง
| รายการ | ราคา |
|---|---|
| ติดตั้งแอร์ 9,000–12,000 BTU | 3,000 บาท |
| ติดตั้งแอร์ 18,000–24,000 BTU | 3,500 บาท |
| ถอดแอร์เก่า | 700 บาท |
| ย้ายแอร์ (ถอดและติดตั้งใหม่) | 3,500 บาท |
| รับประกันงานติดตั้ง | 1 ปี เมื่อซื้อเครื่องกับเรา / 6 เดือน กรณีมีเครื่องเอง |
สรุป
- สูตรพื้นฐานคือพื้นที่ห้องเป็นตารางเมตร คูณ 700–800 สำหรับห้องนอน และ 800–900 สำหรับห้องนั่งเล่น
- ตัวเลขที่ได้เป็นเพียงจุดตั้งต้น ต้องบวกเผื่อเมื่อห้องรับแดดบ่าย อยู่ใต้หลังคา เป็นบ้านไม้ที่ฉนวนไม่ดี มีผู้ใช้งานจำนวนมาก หรือเปิดโล่งถึงครัว
- แอร์ที่ใหญ่เกินทำให้เครื่องตัดบ่อย ดึงความชื้นได้ไม่เพียงพอ ห้องเย็นแต่ยังเหนียวตัว และคอมเพรสเซอร์สึกหรอเร็ว
- แอร์ที่เล็กเกินทำให้เครื่องเดินไม่หยุด ค่าไฟสูง และอุณหภูมิไม่ลงถึงค่าที่ตั้งไว้ในวันที่แดดจัด
- การแก้ที่ต้นเหตุของความร้อน เช่น ฟิล์มกระจกและฉนวนหลังคา คุ้มค่ากว่าการขยับขนาดแอร์ขึ้น
หากไม่แน่ใจว่าห้องของคุณควรใช้กี่ BTU ส่งขนาดห้อง ทิศที่รับแดด และรูปถ่ายห้องเข้ามาทาง LINE ได้ ผมประเมินให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และแนะนำตามสภาพหน้างานจริง ห้องใดไม่จำเป็นต้องเผื่อขนาด ผมจะแจ้งตามนั้น และไม่แนะนำให้ซื้อเครื่องใหญ่เกินความจำเป็นครับ